สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
Department of Education
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบโครงการ Project approach เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย
โรงเรียนวัดโพธิ์ (ราษฏร์ผดุงผล)
กระบวนการพัฒนา

หลักการสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อส่งเสริมทักษะ EF  มุ่งเน้นบทบาทของครูในการเป็นผู้ออกแบบและขับเคลื่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและพัฒนาการของเด็ก โดยครูเป็นผู้วิเคราะห์บริบท เลือกหัวข้อที่เหมาะสม และวางแผนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างลุ่มลึก ผ่านกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และการแก้ปัญหา ทั้งนี้ครูใช้คำถามกระตุ้นการคิดและจัดสถานการณ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและนำเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมนอกจากนี้ ครูยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระยะเวลาให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับเนื้อหาและความสนใจของเด็ก ตลอดจนสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (EF) อย่างเป็นธรรมชาติ โดยครูทำหน้าที่สังเกต บันทึก และติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการจัดประสบการณ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การจัดการเรียนรู้แบบโครงการประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่

1.     ระยะเริ่มต้นโครงการ

2.     ระยะพัฒนาโครงการ

3.     ระยะสรุปโครงการ

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) เพื่อส่งเสริมทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (Executive Functions : EF) ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดโพธิ์ (ราษฎร์ผดุงผล) มุ่งเน้นบทบาทของครูในการออกแบบ จัดการ และพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) อย่างเป็นระบบ โดยครูเป็นผู้วางแผน กำกับ ติดตาม และประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านครูออกแบบกิจกรรมสำคัญ

ที่เอื้อต่อการพัฒนา EF ของเด็กอย่างเป็นลำดับ ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมสนทนา อภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ โดยครูใช้คำถามปลายเปิดกระตุ้นการคิด การจัดประสบการณ์นอกห้องเรียนและเชื่อมโยงการเรียนรู้กับครอบครัว โดยครูวางแผนแหล่งเรียนรู้และประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง การส่งเสริมให้เด็กถ่ายทอดประสบการณ์เดิมผ่านการวาดภาพ การเล่าเรื่อง การแสดงบทบาทสมมติ และการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยครูเป็นผู้ชี้แนะและเสริมแรงอย่างเหมาะสม รวมถึงการจัดให้เด็กได้สืบค้นข้อมูลจากสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ตลอดจนเชิญวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมประสบการณ์

 ทั้งนี้ครูเป็นผู้คัดเลือกและจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และสุดท้ายครูส่งเสริมให้เด็กนำเสนอผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย พร้อมทั้งสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน

นอกจากนี้ โรงเรียนได้พัฒนารูปแบบการดำเนินงานจาก Project Approach แบบทั่วไป โดยเน้นบทบาทครูในการบริหารจัดการกระบวนการเรียนรู้ตามวงจรคุณภาพ PDCA อย่างชัดเจน ครูดำเนินการใน 4 ระยะ ได้แก่

 

P – Plan (วางแผน) : ครูวิเคราะห์ผู้เรียนและบริบท กำหนดหัวข้อโครงการร่วมกับเด็ก ออกแบบกิจกรรม เครื่องมือ และวิธีการประเมินที่ส่งเสริมทักษะ EF อย่างเป็นระบบ

 

D – Do (ดำเนินการ) : ครูจัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การสำรวจ ทดลอง สัมภาษณ์ และสร้างชิ้นงาน โดยครูคอยกำกับ ดูแล กระตุ้นการคิด และส่งเสริมการทำงานร่วมกันของเด็ก

 

C – Check (ตรวจสอบ) : ครูสังเกต บันทึก และประเมินพฤติกรรมและพัฒนาการด้าน EF ของเด็กอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มครู เพื่อให้ข้อเสนอแนะและปรับปรุงการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

 

A – Act (ปรับปรุงพัฒนา) : นำผลการประเมินมาวิเคราะห์ สรุปบทเรียน และปรับปรุงการจัดประสบการณ์ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมการเรียนรู้ และเผยแพร่ผลการดำเนินงาน

 

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของครูในการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงการที่มีคุณภาพ ส่งผลให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาทักษะ EF อย่างเหมาะสมตามวัย และเกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

 

หลักการการเรียนรู้แบบโครงการ Project Approach

 1. ระยะเริ่มต้นโครงการ (Initiation Phase)

ในระยะนี้ ครูทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) โดยวิเคราะห์พัฒนาการ ความสนใจ และประสบการณ์เดิมของเด็กเป็นรายบุคคล จากนั้นจึงจัดกิจกรรมสนทนา อภิปราย และใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นการคิด ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเสนอหัวข้อที่สนใจ โดยครูเป็นผู้ชี้แนะ คัดเลือก และเชื่อมโยงหัวข้อให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และสามารถบูรณาการได้เมื่อได้หัวข้อแล้ว ครูดำเนินการกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา ระยะเวลา และวางแผนการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมออกแบบเครื่องมือและวิธีการประเมินพัฒนาการด้าน EF ของเด็ก โดยใช้ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมและผลงานเดิมของเด็กเป็นฐาน ซึ่งกระบวนการในระยะนี้ช่วยพัฒนา EF ด้านการวางแผน การจดจำ และการตั้งเป้าหมายของเด็ก

2. ระยะพัฒนาโครงการ (Development Phase)

ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และผู้กำกับการเรียนรู้ (Coach) โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การสำรวจ สังเกต ทดลอง สัมภาษณ์ และสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในและนอกห้องเรียน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนครูใช้คำถามกระตุ้นการคิดอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เด็กวางแผน แก้ปัญหา ทำงานร่วมกัน และควบคุมตนเองในการทำกิจกรรม พร้อมทั้งสังเกต บันทึก และสะท้อนพฤติกรรมด้าน EF ของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน กระบวนการนี้ช่วยพัฒนา EF ด้านการจดจ่อ การควบคุมตนเอง และความยืดหยุ่นทางความคิดอย่างเป็นรูปธรรม

3. ระยะสรุปผลโครงการ (Conclusion Phase)

ครูทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมการสะท้อนผลการเรียนรู้ (Reflector) โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้สรุปองค์ความรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับ และเลือกวิธีการนำเสนอผลงานด้วยตนเอง เช่น การจัดนิทรรศการ การเล่าเรื่อง การแสดงบทบาทสมมติ หรือการอภิปรายกลุ่ม โดยครูเป็นผู้ชี้แนะ จัดลำดับความคิด และเสริมแรงเชิงบวก

 

ในระยะนี้ ครูยังประเมินพัฒนาการด้าน EF ของเด็กจากการสื่อสาร การเรียบเรียงความคิด และการนำเสนอผลงาน ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ การจดจำ และการยืดหยุ่นทางความคิด

4. การบริหารจัดการเวลาและการบูรณาการ (Implementation Management)

ครูเป็นผู้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินโครงการอย่างยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงความสนใจของเด็กและความเหมาะสมของเนื้อหา อาจดำเนินการในระยะสั้น (รายสัปดาห์) หรือระยะยาว (รายเดือน) พร้อมทั้งบูรณาการเข้ากับหน่วยการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงการเรียนรู้อย่างมีความหมาย

5. การประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Assessment & Improvement)

ครูดำเนินการประเมินพัฒนาการเด็กด้าน EF อย่างเป็นระบบ โดยใช้การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม ชิ้นงาน และการมีส่วนร่วมของเด็ก จากนั้นนำผลมาวิเคราะห์ สะท้อนผล และปรับปรุงการจัดประสบการณ์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนวิชาชีพครู (PLC) เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

4. ผลการดำเนินงานที่ส่งผลต่อเด็กหรือโรงเรียน

4.1 ผลที่เกิดตามวัตถุประสงค์

1. ครูออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) ที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เด็กสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง บุคคลอื่น สถานที่ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีลำดับขั้นและมีเหตุผล (สะท้อนทักษะ Working Memory และ Cognitive Flexibility)

2. ครูจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดเชิงบริหาร (EF) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กมีความสามารถในการคิดรวบยอด มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สามารถสังเกต จำแนก เปรียบเทียบ และเรียงลำดับเหตุการณ์ รวมทั้งตัดสินใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ง่าย ๆ ได้เหมาะสมตามวัย (สะท้อนทักษะ Inhibitory Control และ Cognitive Flexibility)

3. ครูส่งเสริมให้เด็กแสดงออกผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ส่งผลให้เด็กสามารถสร้างผลงานจากจินตนาการ

และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งอธิบายแนวคิดของตนเองได้ (สะท้อนการบูรณาการ EF ทั้ง 3 ด้าน)

 

4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน

จากการที่ครูดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) โดยใช้กระบวนการที่เน้นการวางแผน การจัดกิจกรรมเชิงรุก การใช้คำถามกระตุ้นการคิด และการประเมินพัฒนาการด้าน EF อย่างต่อเนื่อง พบว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านทักษะสมอง EF ดีขึ้นอย่างชัดเจนโดยเด็กสามารถคิดรวบยอด มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สามารถสังเกต จำแนก และเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ได้ เข้าใจมิติสัมพันธ์ของเวลาและพื้นที่ สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ และตัดสินใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ง่าย ๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ เด็กยังสามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง บุคคล และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความเชื่อมโยงมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากบทบาทของครูในการออกแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริม EF อย่างเป็นระบบ มีการสังเกต บันทึก และปรับปรุงการจัดประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กสามารถสร้างผลงานเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีคุณภาพ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมและได้รับรางวัลในระดับต่าง ๆ


ผลจากการปฏิบัติ

4. ผลการดำเนินงานที่ส่งผลต่อเด็กหรือโรงเรียน

4.1 ผลที่เกิดตามวัตถุประสงค์

1. ครูออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) ที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เด็กสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง บุคคลอื่น สถานที่ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีลำดับขั้นและมีเหตุผล (สะท้อนทักษะ Working Memory และ Cognitive Flexibility)

2. ครูจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดเชิงบริหาร (EF) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กมีความสามารถในการคิดรวบยอด มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สามารถสังเกต จำแนก เปรียบเทียบ และเรียงลำดับเหตุการณ์ รวมทั้งตัดสินใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ง่าย ๆ ได้เหมาะสมตามวัย (สะท้อนทักษะ Inhibitory Control และ Cognitive Flexibility)

3. ครูส่งเสริมให้เด็กแสดงออกผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ส่งผลให้เด็กสามารถสร้างผลงานจากจินตนาการ

และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งอธิบายแนวคิดของตนเองได้ (สะท้อนการบูรณาการ EF ทั้ง 3 ด้าน)

 

4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน

จากการที่ครูดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach) โดยใช้กระบวนการที่เน้นการวางแผน การจัดกิจกรรมเชิงรุก การใช้คำถามกระตุ้นการคิด และการประเมินพัฒนาการด้าน EF อย่างต่อเนื่อง พบว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านทักษะสมอง EF ดีขึ้นอย่างชัดเจนโดยเด็กสามารถคิดรวบยอด มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สามารถสังเกต จำแนก และเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ได้ เข้าใจมิติสัมพันธ์ของเวลาและพื้นที่ สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ และตัดสินใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ง่าย ๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ เด็กยังสามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง บุคคล และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความเชื่อมโยงมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดจากบทบาทของครูในการออกแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริม EF อย่างเป็นระบบ มีการสังเกต บันทึก และปรับปรุงการจัดประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กสามารถสร้างผลงานเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีคุณภาพ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมและได้รับรางวัลในระดับต่าง ๆ

 

4.3 ประโยชน์ที่ได้รับ

1. ครูมีความสามารถในการออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบโครงการที่ส่งเสริมทักษะ EF ของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม

2. เด็กได้รับการพัฒนาทักษะสมอง EF อย่างรอบด้าน ส่งผลให้สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน ตัดสินใจ

และแก้ปัญหาได้ตามวัย รวมทั้งสามารถสื่อสารและถ่ายทอดความคิดได้อย่างเป็นระบบ

3. ครูสามารถใช้กระบวนการสังเกต บันทึก และประเมินพัฒนาการเด็กด้าน EF เป็นข้อมูลใน

การพัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และตรงตามศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล

4. สถานศึกษามีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการจัดประสบการณ์แบบ Project Approach

ที่เน้นการพัฒนา EF ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนา

ต่อยอดได้

5. เกิดการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) ส่งผลให้คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูและคุณภาพผู้เรียนสูงขึ้นอย่างยั่งยืน

 

5. วิธีการประเมินผล

1. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 2. การรวบรวมข้อมูล - นำผลการดำเนินงานเก็บข้อมูลจากแบบประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย นำมาวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ พร้อมสรุปรายงานผล

 

6. ปัจจัยความสำเร็จ

1. ศักยภาพครูในการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนา EF อย่างเป็นระบบ

   ครูมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (EF) และสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์แบบโครงการ (Project Approach) ที่บูรณาการการพัฒนา EF ในทุกขั้นตอน ทั้งการวางแผน การจัดกิจกรรม การใช้คำถามกระตุ้นการคิด และการประเมินผลอย่างเหมาะสมตามวัย

 

 

 

 

2. บทบาทครูในฐานะผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และผู้ชี้แนะ (Coach)

   ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจ ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยไม่จำกัดกรอบความคิด พร้อมทั้งคอยชี้แนะ สนับสนุน และเสริมแรงเชิงบวกอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เด็กพัฒนาทักษะ EF ได้อย่างเป็นธรรมชาติและต่อเนื่อง

 

3. การใช้กระบวนการ PLC และการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาครู

   ครูมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนวิชาชีพ (PLC) มีการนิเทศ ติดตาม และสะท้อนผลการจัดประสบการณ์ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ด้าน EF ของเด็กเป็นสำคัญ

 

4. การสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา

   ผู้บริหารให้การสนับสนุนด้านนโยบาย งบประมาณ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมแบบโครงการ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ

 

5. การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อ EF

   ครูออกแบบสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกห้องเรียนให้กระตุ้นการคิด การลงมือปฏิบัติ และการทำงานร่วมกัน เช่น มุมประสบการณ์ แหล่งเรียนรู้จริง และการเชื่อมโยงกับชุมชน เพื่อให้เด็กได้พัฒนา EF ผ่านสถานการณ์จริง

 

6. ความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชน

   ครูประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การเรียนรู้นอกสถานที่ การสัมภาษณ์ผู้รู้ และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ส่งผลให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกสถานศึกษา

 

7. ระบบการวัดและประเมินผลที่เน้นพัฒนาการ EF

   ครูมีการสังเกต บันทึก และประเมินพัฒนาการของเด็กด้าน EF อย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพฤติกรรมและผลงานของเด็ก เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงการจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล

 

8. การบริหารจัดการกระบวนการเรียนรู้ด้วย PDCA

   ครูดำเนินการจัดกิจกรรมตามวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางแผน ออกแบบกิจกรรม ดำเนินการ สังเกตประเมินผล และปรับปรุงพัฒนา ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 


เอกสารเพิ่มเติม :[ดาวน์โหลดเอกสาร]