1. ขั้นวางแผน (Plan: P)
นักเรียนร่วมกันสืบค้นประวัติความเป็นมาของวุ้นกะทิชาววัง
และศึกษาสรรพคุณของสมุนไพรในสวนพอเพียง (ใบเตย, อัญชัน) สำรวจความต้องการของผู้บริโภคในโรงเรียนและชุมชน
เพื่อออกแบบรูปทรงและรส ชาติให้ทันสมัย เขียนรายละเอียดโครงการเสนอต่อครูที่ปรึกษาและขออนุมัติจากผู้อำนวยการโรงเรียน
จัดเตรียมทรัพยากร วางแผนงบประมาณ คำนวณต้นทุน
และจัดเตรียมอุปกรณ์การทำวุ้นแฟนซี (แม่พิมพ์ซิลิโคน, เข็มฉีดวุ้นสำหรับทำวุ้น
3 มิติ)
2. ขั้นดำเนินงาน (Do: D)
การเตรียมวัตถุดิบ สกัดสีจากพืชธรรมชาติในโรงเรียนตามหลักสุขาภิบาลอาหาร
เพื่อความปลอดภัยและไร้สารเคมี กระบวนการผลิต
(Active Learning): * ผสมผงวุ้นตามสัดส่วนที่คำนวณไว้
(บูรณาการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ใช้เทคนิคการหยอดวุ้นแบบประดิษฐ์
สร้างลวดลายแฟนซีและวุ้น 3 มิติ การสร้างมูลค่าเพิ่มบรรจุภัณฑ์
(Packaging) ที่สวยงามพร้อมฉลากบอกส่วนผสมและสรรพคุณของสมุนไพรที่ใช้ การฝึกทักษะอาชีพ นำผลผลิตไปใช้เป็นของขวัญต้อนรับแขกของโรงเรียน
และจำหน่ายในช่วงพักกลางวันเพื่อสร้างรายได้ระหว่างเรียน
3. ขั้นตรวจสอบและประเมินผล (Check: C)
การประเมินคุณภาพ ทดสอบรสชาติ ความแข็งตัวของวุ้น
และความสวยงามของลวดลายก่อนการจำหน่าย การสำรวจความพึงพอใจจัดทำแบบประเมินสั้นๆ
หรือการสัมภาษณ์ผู้บริโภค (ครู นักเรียน และแขกผู้มาเยือน)
เกี่ยวกับรสชาติและรูปแบบ สรุปบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย
เพื่อหาจุดคุ้มทุนและกำไรสุทธิ (ฝึกทักษะการทำบัญชีเบื้องต้น)
4. ขั้นปรับปรุงและพัฒนา (Act: A)
สรุปถอดบทเรียนนำข้อเสนอแนะมาประชุมกลุ่มเพื่อหาแนวทางแก้ไข
เช่น หากวุ้นคายน้ำเร็วเกินไป จะปรับสัดส่วนผงวุ้นอย่างไร นวัตกรรมต่อเนื่อง พัฒนาลวดลายใหม่ๆ ตามเทศกาล (เช่น
วุ้นดอกมะลิวันแม่, วุ้นแฟนซีวันเด็ก) การเผยแพร่ จัดทำคู่มือการทำวุ้นประดิษฐ์
หรือคลิปวิดีโอสั้นเพื่อเผยแพร่ในกิจกรรมนิทรรศการวิชาการและห้องเรียนอื่นๆ
สรุปผลลัพธ์ที่เป็นเลิศ
(Best Practice Results):
ผู้เรียนมีความรู้ด้านสมุนไพรไทย
และมีทักษะการทำขนมระดับมืออาชีพ สามารถลดรายจ่าย
(ใช้พืชในโรงเรียน) และเพิ่มรายได้จริง เกิดการทำงานเป็นทีม
และการสืบสานภูมิปัญญาขนมไทยเผยแพร่ให้กับบุคลภายนอกได้อย่างแพร่หลาย
ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ
1. ผลที่เกิดกับผู้เรียน
ทักษะวิชาชีพและทักษะชีวิตผู้เรียนมีความรู้และทักษะในการทำ
"วุ้นประดิษฐ์” วุ้นกะทิแฟนซี ตั้งแต่กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ
การสกัดสีจากธรรมชาติ จนถึงเทคนิคการหยอดวุ้นที่ประณีต สมรรถนะสำคัญผู้เรียนเกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบลวดลายวุ้น
และมีทักษะทางคณิตศาสตร์จากการคำนวณต้นทุน-กำไร
รวมถึงทักษะวิทยาศาสตร์ในการทดลองสัดส่วนของผงวุ้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ
รู้จักการทำงานเป็นทีม
และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการนำพืชสมุนไพรจากสวนพอเพียงมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
การสร้างรายได้ผู้เรียนสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนจากการจำหน่ายวุ้นประดิษฐ์ในกิจกรรมตลาดนัดโรงเรียน
และมีทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต
2. ผลที่เกิดกับครูผู้สอน
การจัดการเรียนรู้อิงประสบการณ์ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และการบูรณาการแบบสหวิทยาการ (STEM
Education) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมการสอนครูมีชุดความรู้และคู่มือการทำโครงงานอาชีพ
"วุ้นประดิษฐ์" ที่สามารถนำไปขยายผลให้กับห้องเรียนอื่น
หรือเป็นแนวทางในการทำวิจัยในชั้นเรียน ความภาคภูมิใจทางวิชาชีพครูได้รับความไว้วางใจในการนำผลผลิตจากโครงงานไปใช้เป็น
"ของขวัญต้อนรับ"
สำหรับแขกผู้มาเยือนและคณะกรรมการนิเทศติดตามงานของโรงเรียน
3. ผลที่เกิดกับสถานศึกษา
โรงเรียนวัดประดิษฐารามมีผลิตภัณฑ์เด่น
(School Product) ที่เกิดจากฝีมือนักเรียน
ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการจัดการศึกษาที่เน้นทักษะอาชีพ แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตเกิดการเชื่อมโยงระหว่าง
"สวนพอเพียง" และ "ห้องเรียนคหกรรม"
ทำให้พื้นที่ในโรงเรียนถูกใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้อย่างคุ้มค่าที่สุดความสัมพันธ์กับชุมชนสถานศึกษาได้รับคำชื่นชมจากผู้ปกครองและชุมชน
ในการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้เสริม
ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ความภาคภูมิใจ
ผลงาน "วุ้นประดิษฐ์"
ได้รับเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ตัวแทนของโรงเรียนในการต้อนรับคณะกรรมการประเมินงานต่าง
ๆ ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจที่ผลงานของตนเองได้รับการยอมรับและมีการสั่งซื้อซ้ำจากบุคลากรในโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง