การดำเนินงานตามแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศนี้ ใช้วงจรการบริหารคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนา เพื่อให้การจัดประสบการณ์ศิลปะสร้างสรรค์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ขั้นการวางแผน (Plan: P)
ขั้นการวางแผนเป็นการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและมาตรฐานตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านสติปัญญา เพื่อกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ให้ชัดเจน และสอดคล้องกับวัยของเด็ก จากนั้นครูดำเนินการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งด้านความสามารถ ความสนใจ และประสบการณ์เดิม เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกแบบกิจกรร,ให้เหมาะสมและตอบสนองศักยภาพของเด็กแต่ละคนในส่วนของการออกแบบกิจกรรม ครูได้พัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่หลากหลาย เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีกปะ และการประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย เพียงพอ และคำนึงถึงความปลอดภัย เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการลงมือปฏิบัติจริงของเด็ก
2. ขั้นการดำเนินงาน (Do: D)
ในขั้นการดำเนินงาน ครูจัดกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) เด็กมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่และได้ใช้ประสาทสัมผัสหลากหลายในการเรียนรู้ ครูเปิดโอกาสให้เด็กเลือกใช้วัสดุและออกแบบผลงานตามความสนใจของตนเอง เพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระ ทางความคิดและการตัดสินใจ บทบาทของครูในขั้นนี้เปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก ที่คอยสนับสนุนและกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก โดยใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นความคิด เช่น การตั้งคำถามเกี่ยวกับผลงานหรือกระบวนการสร้างสรรค์ของเด็ก นอกจากนี้ครูยังใช้เทคนิคการสอนแบบบูรณาการ เช่น การเล่านิทาน การใช้เพลง หรือกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เชื่อมโยงกับงานศิลปะ เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานและเห็นความสัมพันธ์ของการเรียนรู้
3 ขั้นการตรวจสอบและประเมินผล (Check: C)
การตรวจสอบและประเมินผลเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการติดตามความก้าวหน้าของเด็ก โดยครูใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายและเหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในระหว่างการทำกิจกรรม เช่น ความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา การแสดงออก และการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ครูยังใช้แบบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อวัดผลตามเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเป็นระบบควบคู่กับการรวบรวมผลงานของเด็กในรูปแบบแฟ้มสะสมงาน(Portfolio)ซึ่งช่วยให้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง และสามารถวิเคราะห์ความก้าวหน้ารายบุคคลได้อย่างชัดเจน
4 ขั้นการสะท้อนผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
(Act: A)
ขั้นการสะท้อนผลเป็นการนำข้อมูลจากการประเมินมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ครูนำผลที่ได้มาปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์ ทั้งในด้านเนื้อหาวิธีการ และสื่อการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของเด็ก นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ซึ่งช่วยให้ครูได้รับแนวคิดใหม่ ๆ และสามารถพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและความแตกต่างของเด็กแต่ละคน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ
1) ต่อเด็ก
จากการดำเนินกิจกรรม
เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะในด้านความคิดสร้างสรรค์และการใช้จินตนาการ
เด็กสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างหลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตน นอกจากนี้
เด็กยังมีความมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก
และสามารถอธิบายความคิดหรือผลงานของตนเองได้อย่างเหมาะสมตามวัย
อีกทั้งยังพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาและการเชื่อมโยงประสบการณ์ได้ดีขึ้น
2) ต่อครู
ครูมีการพัฒนาทักษะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สามารถจัดประสบการณ์ที่หลากหลายและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนวิชาชีพ
3) ต่อสถานศึกษา
สถานศึกษามีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เป็นแบบอย่าง
(Best Practice) ซึ่งสามารถนำไปเผยแพร่และขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่งผลให้คุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาสูงขึ้น
และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีในด้านการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน
4) ต่อผู้ปกครอง
ผู้ปกครองมีความเข้าใจในแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการใช้กิจกรรมศิลปะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็ก
อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กทั้งที่บ้านและโรงเรียน
และสามารถเห็นพัฒนาการของบุตรหลานได้อย่างชัดเจนผ่านผลงานและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น