สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
Department of Education
กิจกรรมแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่อง ตามโครงการโรงเรียนรักการอ่าน ประจำปีการศึกษา 2568
โรงเรียนวัดบางบอน(พิมพ์ จันแต้อุปถัมภ์)
กระบวนการพัฒนา

1. ศึกษาแนวทางนโยบาย  หลักการ  จากแผนปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานคร  จากนั้นนำนโยบายจากหน่วยงานส่วนกลางคือ กรุงเทพมหานคร  ลงสู่แผนปฏิบัติราชการของโรงเรียนในรูปแบบของโครงการโรงเรียนรักการอ่าน  ประจำปีการศึกษา 2568

          2. จัดทำร่างแนวทางดำเนินการแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่อง  และประชุมผู้บริหาร  คณะกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  หัวหน้าสายชั้นระดับประถมศึกษา

          3. ดำเนินการออกคำสั่งเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน  โดยเริ่มจากคำสั่งการคัดกรองนักเรียนทุกคนโดยผู้คัดกรองคือ ครูประจำชั้นในทุกระดับชั้น  โดยคัดกรองการอ่านครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568  โดยใช้แบบทดสอบที่เป็นคำพื้นฐานในชั้นเรียนที่นักเรียนได้เรียนผ่านมาในปีการศึกษา 2567

          4. หลังจากดำเนินการคัดกรองแล้ว  นำข้อมูลจากระบบสารสนเทศการประเมินผลการอ่านของนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (Bemis) ในเดือนมีนาคม 2568 มาเปรียบเทียบกับผลการคัดกรองเพื่อจัดนักเรียนที่อ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่องเข้ากลุ่ม  แจ้งให้ครูประจำชั้นทราบเป็นข้อมูลและดำเนินการสอนซ่อมเสริมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านให้กับนักเรียนในภาคเรียนที่ 1

          5. ดำเนินการคัดกรองการอ่านออกเสียงของนักเรียนในต้นภาคเรียนที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นำผลการคัดกรองครั้งที่ 1 มาเปรียบเทียบพัฒนาการด้านการอ่านโดยเฉพาะนักเรียนที่มีผลการอ่านทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่ผ่านเกณฑ์  จากนั้นดำเนินการเพื่อสอนซ่อมเสริมนักเรียนในกลุ่มนี้  โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านที่ทางโรงเรียนจัดทำขึ้น  โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้

                   5.1  กลุ่มนักเรียนที่อ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่องระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้ที่ดำเนินการสอนซ่อมเสริมนักเรียน  คือ  คณะครูในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และคณะครูในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โดยดำเนินการสอนซ่อมเสริมนักเรียนในเวลา 7.30 น. จนถึงเวลา 8.30 น. ที่ห้องซ๋อมเสริมการอ่าน  โดยมีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรมนี้จำนวน 33 คนใช้แบบฝึกอ่านออกเสียงโดยเริ่มจากสระ พยัญชนะพื้นฐาน  และสื่อการเรียนที่ได้รับจากจัดสรรจากสำนักการศึกษา  กรุงเทพมหานคร  มาเป็นเครื่องมือในการสอนซ่อมเสริมนักเรียน โดยดำเนินการสอนแบ่งเป็น 2 หลักสูตร  หลักสูตรละ 10 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง  เมื่อจบในแต่ละหลักสูตรจะมีการทดสอบการอ่านเพื่อประเมินทักษะและพัฒนาการด้านการอ่านของนักเรียน

                   5.2  กลุ่มนักเรียนที่อ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่องระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนทั้งสิ้น 54 คน ดำเนินการสอนซ่อมเสริมการอ่านในช่วงเวลาพักกลางวัน หรือเวลาตามที่คณะครูในสายชั้นได้กำหนดจัดกิจกรรม  โดยมีแบบฝึกอ่านออกเสียงเริ่มจากคำที่ไม่มีตัวสะกด  ไปจนถึงคำที่มีตัวสะกด  และคำควบกล้ำ เป็นเครื่องมือในการสอนซ่อมเสริมนักเรียน

          6. ดำเนินการออกคำสั่งทดสอบการอ่านออกเสียงเพื่อประเมินพัฒนาการด้านการอ่านหลังนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมซ่อมเสริมการอ่าน  ดังนี้

                   6.1  นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 33 คน ดำเนินการทดสอบการอ่านออกเสียงครั้งที่ 1 และทดสอบการอ่านออกเสียงครั้งที่ 2 พร้อมกับสรุปผลการอ่านจนเหลือนักเรียนที่ยังอ่านไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 10 คน

                   6.2  นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 54 คน ดำเนินการสอบอ่านออกเสียงจนเหลือนักเรียนที่ยังอ่านผ่านเกณฑ์จำนวน 40 คน และนักเรียนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 14 คน  รวมจำนวนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สอบอ่านผ่านเกณฑ์จำนวน 63 คน  อ่านยังไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 24 คน  ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนสอบอ่านผ่านเกณฑ์ตั้งแต่การคัดกรองเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

          7. หลังการอ่านซ่อมเสริมทางโรงเรียนได้นำนักเรียนที่มีผลการสอบอ่านไม่ผ่านเกณฑ์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 5 จำนวน 24 คน แจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบ  และในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 มีการเชิญผู้ปกครองนักเรียนในกลุ่มนี้มาร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มนี้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 ในลำดับต่อไป


ผลจากการปฏิบัติ

1. จากการคัดกรองการอ่านของนักเรียนจำนวน 2 ครั้งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โดยทำการคัดกรองนักเรียนทุกคนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ไม่นับนักเรียนเรียนร่วมที่อยู่ในชั้นเรียน) ซึ่งผลจากการคัดกรองการอ่านนักเรียนที่มีระดับ 3 ขึ้นไปตามเกณฑ์ของสถานศึกษา มีผลการคัดกรองการอ่านออกเสียงดังต่อไปนี้

 

           

 

ตารางที่ 1 แสดงจำนวนนักเรียนที่มีผลการคัดกรองการอ่านตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปตามเกณฑ์ของสถานศึกษา

 

ระดับชั้น

จำนวนนักเรียนทั้งหมด

(คน)

จำนวนนักเรียนที่มีผลการอ่าน

ระดับ 3 ขึ้นไปตามเกณฑ์ของ

สถานศึกษา (คน)

 

หมายเหตุ

ป.1

101

67

 

ป.2

90

75

 

ป.3

106

90

 

ป.4

85

76

 

ป.5

113

97

 

ป.6

110

110

 

รวม

605

515

 

ร้อยละ

83.73

 

 

          จากตารางที่ 1 พบว่าผลการคัดกรองการอ่านออกเสียงมีนักเรียนที่ได้ระดับการอ่านตั้งแต่ 3 ขึ้นไปตามเกณฑ์ของสถานศึกษาจำนวน 515 คน คิดเป็นร้อยละ 83.73

          2. นักเรียนที่มีผลการอ่านไม่ผ่านเกณฑ์ของสถานศึกษาได้ระดับการอ่าน 1 และ 2 จำเป็นต้องได้รับการสอนซ่อมเสริม  ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

                   2.1  กลุ่มที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 33 คน นำเข้าสู่ห้องซ่อมเสริมการอ่านในเวลา 7.30 น. จนถึงเวลา 8.30 น. ใช้เวลาเรียนซ่อมเสริมการอ่านจำนวน 2 หลักสูตร  หลักสูตรละ 10 ชั่วโมง รวมจำนวน 20 ชั่วโมง  ใช้แบบฝึกการอ่านโดยเริ่มจากสระ  พยัญชนะ  และประสมคำ

                   2.2  กลุ่มที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 56 คน นำให้คณะครูในสายชั้นร่วมกันซ่อมเสริมการอ่านซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตอนเช้าก่อนเข้าเรียนและในเวลาพักกลางวัน  ซึ่งจะมีเอกสารประกอบการเรียนมาให้  โดยเริ่มจากสระ  พยัญชนะ  วรรณยุกต์  การประสมคำในอักษรกลาง  อักษรสูงและอักษรต่ำ

                   2.3 นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มเมื่อเรียนซ่อมเสริมแล้วนำมาทดสอบเพื่อประเมินการอ่านออกเสียง  ซึ่งมีผลการอ่านดังตารางที่ 2 ต่อไปนี้

 

ตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

             ที่ยังมีผลการสอบอ่านไม่ผ่านเกณฑ์ของสถานศึกษา

 

 

 

 

ระดับชั้น

จำนวนนักเรียนที่

เข้าสอบการอ่าน

(เรียนซ่อมเสริม)

จำนวนนักเรียน

ที่สอบผ่าน

(คน)

จำนวนนักเรียน

ที่สอบไม่ผ่าน

(คน)

 

หมายเหตุ

ป.1

33

23

10

 

ป.2

14

7

7

 

ป.3

15

11

4

 

ป.4

10

9

1

 

ป.5

15

13

2

 

ป.6

-

-

-

 

รวม

87

63

24

 

ร้อยละ

10.41

3.96

 

 

          จากตารางที่ 2 พบว่า จำนวนนักเรียนที่เรียนซ่อมเสริมจำนวน 87 คน มีนักเรียนที่สอบผ่านจำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 10.41 และมีนักเรียนที่สอบไม่ผ่านจำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 3.96

          3. นักเรียนที่สอบไม่ผ่านทางโรงเรียนได้ทำหนังสือเชิญผู้ปกครองมาเข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ไขพฤติกรรมนักเรียนซึ่งต้องมีการส่งต่อเพื่อไปพบผู้เชี่ยวชาญให้ดำเนินการหาสาเหตุและดำเนินการรักษาต่อไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน

          4. กิจกรรมแก้ปัญหาอ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่องเป็นกิจกรรมที่บุคลากรทุกภาคส่วนของโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม  ทำให้จำนวนนักเรียนอ่านไม่ออกและอ่านไม่คล่องลดลงอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เอกสารเพิ่มเติม :[ดาวน์โหลดเอกสาร]